กลับไปหน้าบทความ
#Codewars#ฝึกเขียนโค้ด#Kata#พัฒนาทักษะ#Programming

Codewars: ฝึกโค้ดด้วย Kata สั้นๆ เพื่ออัปสกิลอย่างเป็นระบบ

Codewars ไม่ได้มีคุณค่าแค่การมีโจทย์จำนวนมากให้ฝึก แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาวิธีคิด การแก้ปัญหา และนิสัยการเขียนโค้ดแบบมืออาชีพ หากใช้อย่างมีเป้าหมายและเป็นระบบ คุณจะได้ทั้งทักษะและคลังแพทเทิร์นที่นำไปใช้กับงาน

16 กุมภาพันธ์ 2569อ่านประมาณ 2 นาที

แชร์บทความ

Codewars: ฝึกโค้ดด้วย Kata สั้นๆ เพื่ออัปสกิลอย่างเป็นระบบ

Codewars: ฝึกโค้ดด้วย Kata สั้นๆ เพื่ออัปสกิลอย่างเป็นระบบ

หลายคนรู้จัก Codewars ในฐานะแพลตฟอร์มสำหรับฝึกทำโจทย์เขียนโปรแกรม แต่สิ่งที่ทำให้มันโดดเด่นจริง ๆ ไม่ใช่แค่จำนวนโจทย์ที่มีให้เลือกทำเท่านั้น หากอยู่ที่การสามารถใช้เป็นเครื่องมืออัปสกิลได้อย่างมีแบบแผน ทั้งด้านการคิดเชิงตรรกะ การเลือกโครงสร้างข้อมูล และการปรับปรุงคุณภาพโค้ดให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Kata ไม่ได้สอนแค่ภาษา แต่สอนวิธีคิด

โจทย์แบบ Kata มีความยาวพอเหมาะ ทำให้สามารถฝึกได้ทุกวันโดยไม่ใช้เวลามากเกินไป จุดสำคัญคือโจทย์เหล่านี้บังคับให้เราคิดเรื่องเงื่อนไข ขอบเขตของปัญหา และการแยกปัญหาใหญ่ออกเป็นขั้นตอนย่อย ๆ

ทักษะเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนแพลตฟอร์มฝึกโจทย์ แต่สามารถนำไปใช้กับงานจริงได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการดีบัก การออกแบบฟังก์ชัน หรือการเขียนโปรแกรมให้รองรับ edge cases ที่มักเกิดขึ้นในระบบจริง

ใช้ระบบระดับ kyu เพื่อวางแผนการพัฒนา

Codewars มีระบบจัดระดับความยากที่เรียกว่า kyu โดยเริ่มจาก 8 kyu ซึ่งง่ายที่สุด และค่อย ๆ เพิ่มความยากไปจนถึง 1 kyu เทคนิคที่มีประสิทธิภาพคือไม่กระโดดไปโจทย์ยากเกินไปเร็วเกินควร แต่ควรไต่ระดับอย่างมีเป้าหมาย

ตัวอย่างเช่น ควรฝึกโจทย์ระดับ 8 kyu ไปจนถึง 6 kyu ให้แน่นเสียก่อน เพื่อสะสมแพทเทิร์นพื้นฐานในหัว เมื่อฐานแน่นแล้ว การขึ้นไปทำโจทย์ระดับ 5 kyu หรือสูงกว่านั้นจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะโจทย์ยากมักต้องอาศัยประสบการณ์จากปัญหาที่เคยเจอมาก่อน

เลือก Kata ให้ตรงกับสกิลที่อยากใช้จริง

การฝึกที่คุ้มค่าที่สุดไม่ใช่การสุ่มทำโจทย์ไปเรื่อย ๆ แต่คือการเลือกโจทย์ตามหัวข้อที่อยากพัฒนาเพื่อนำไปใช้ในงานจริง เช่น

  • การจัดการสตริง
  • การใช้งานอาเรย์
  • การใช้ map, filter, reduce
  • การใช้ regular expressions
  • การเขียน recursion
  • การแก้ปัญหาแบบ dynamic programming

วิธีหนึ่งที่เห็นผลชัดคือการตั้งธีมฝึก 7 วัน เช่น สัปดาห์นี้เน้น array และ string แล้วจดว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรบ้าง เมื่อฝึกต่อเนื่องจะเริ่มเห็นพัฒนาการอย่างเป็นรูปธรรม

สูตรฝึกแบบ 2 รอบ: ผ่านก่อน แล้วค่อยทำให้ดี

หนึ่งในเทคนิคที่คนเขียนโค้ดเก่งใช้กันคือ “ทำ 2 รอบ”

รอบแรก: ทำให้ผ่านก่อน

เป้าหมายคือให้โปรแกรมทำงานได้ถูกต้องก่อน ยังไม่ต้องกังวลว่าจะเขียนสวยหรือสั้นหรือไม่

รอบสอง: กลับมา refactor

เมื่อโจทย์ผ่านแล้ว ให้กลับมาปรับโค้ดให้ดีขึ้น เช่น

  • ทำให้สั้นลง
  • ทำให้อ่านง่ายขึ้น
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพ
  • ตั้งชื่อฟังก์ชันและตัวแปรให้สื่อความหมายมากขึ้น

รอบที่สองนี่เองคือจุดที่เปลี่ยนจาก “คนทำโจทย์ผ่าน” ไปเป็น “คนที่เขียนโค้ดอย่างมืออาชีพ” เพราะในโลกการทำงานจริง คุณภาพของโค้ดสำคัญไม่แพ้ความถูกต้อง

เรียนจาก Solution ของคนอื่นอย่างมีหลักการ

อีกจุดเด่นของ Codewars ที่หลายคนมองข้ามคือการเปิดดูวิธีแก้ของผู้ใช้อื่นหลังจากที่เราทำผ่านแล้ว ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทรงพลังมาก หากดูอย่างมีหลักการ

สิ่งที่ควรสังเกตมีอย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่

  1. เขาเลือกใช้ data structure อะไร และเพราะเหตุใด
  2. เขาจัดการ edge cases อย่างไร
  3. เขาตั้งชื่อฟังก์ชันและตัวแปรให้เข้าใจง่ายหรือไม่

การอ่าน Solution ไม่ควรดูเพียงเพื่อหาโค้ดที่สั้นที่สุดเท่านั้น เพราะบางครั้งโค้ดสั้นมากอาจอ่านยาก และอาจอาศัยเทคนิคเฉพาะภาษาที่ไม่เหมาะกับงานจริง ควรพิจารณาหมวดอย่าง “Best Practices” หรือ “Most Clever” แล้วเปรียบเทียบว่าแนวทางไหนเหมาะกับการใช้งานในโปรดักชันมากกว่า

แพทเทิร์นสำคัญจาก Kata สาย array

โจทย์เกี่ยวกับ array มักวนอยู่กับปัญหาคล้าย ๆ กัน เช่น หาเลขที่ซ้ำ หาเลขที่หายไป หรือการนับความถี่ของสมาชิก ซึ่งแนวทางที่พบบ่อยมีอยู่ไม่กี่แบบ

  • ใช้ set เพื่อเช็กข้อมูลซ้ำได้รวดเร็ว
  • ใช้ hashmap หรือ dict เพื่อเก็บความถี่
  • ใช้การ sorting แล้วค่อยไล่ดูความแตกต่างของข้อมูลที่เรียงแล้ว

เมื่อจำแพทเทิร์นหลักเหล่านี้ได้ โจทย์จำนวนมากจะเริ่มดูคล้ายกัน และทำให้แก้ปัญหาได้เร็วขึ้นมาก เพราะเราไม่ได้เริ่มคิดใหม่จากศูนย์ทุกครั้ง

ฝึกให้เหมือนการทำงานจริง

หากต้องการให้การฝึกเชื่อมโยงกับงานจริงมากขึ้น ลองกำหนดเวลา 25 นาทีต่อ 1 Kata ตามแนวคิด Pomodoro หากยังแก้ไม่ผ่านในเวลาที่กำหนด ให้จดสิ่งที่ติดขัดไว้ก่อน แล้วไปอ่านเอกสารประกอบ บทความ หรือ docs เพิ่มเติมก่อนกลับมาลองใหม่

วิธีนี้ช่วยสร้างนิสัยที่คล้ายกับการทำงานจริงมาก เพราะในชีวิตการทำงาน เราไม่ได้รู้ทุกอย่างตั้งแต่แรก แต่ต้องรู้จักระบุปัญหา ค้นคว้า และกลับมาปรับแก้อย่างเป็นระบบ

ใช้ Codewars เป็น Portfolio แบบเงียบ ๆ

แม้ Codewars จะไม่ใช่ Portfolio ในรูปแบบที่แสดงผลงานเป็นโปรเจกต์ใหญ่ แต่ก็สามารถเป็นหลักฐานการพัฒนาตัวเองได้อย่างดี ลองตั้งเป้าเป็น streak รายสัปดาห์ และจดบันทึกสั้น ๆ หลังการฝึกแต่ละครั้งว่าได้เรียนรู้แพทเทิร์นอะไรเพิ่ม

เมื่อทำต่อเนื่อง 1-2 เดือน คุณจะมีคลังวิธีคิดและคลังแนวทางแก้ปัญหาของตัวเอง ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญมากสำหรับการเติบโตในสายโปรแกรมมิง

แหล่งเริ่มต้น

สรุป

Codewars ไม่ได้มีข้อดีแค่การมีโจทย์จำนวนมากให้ฝึก แต่ยังช่วยให้เราเห็นวิธีคิดที่หลากหลาย ฝึกการวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ และสร้างนิสัยการ refactor ที่สำคัญต่อการเขียนโค้ดในงานจริง หากใช้อย่างตั้งใจและมีเป้าหมาย Codewars จะไม่ใช่แค่เว็บทำโจทย์ แต่จะกลายเป็นเครื่องมือพัฒนาฝีมือระยะยาวที่ให้ผลคุ้มค่าอย่างมาก